เรื่องเล่า....จากอันดามันสู่เพื่อนพ้อง (ภัยสึนามิ)
by กลุ่มรองเท้าแตะ

สวัสดีปีใหม่ ปี 2005 ที่พังงา
by ตะวันแสงแรก

สวัสดีปีใหม่ ปี 2005 ด้วยเหตุการณ์ที่ค่อนข้างสลดใจเป็นอย่างมากสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ และทุกประเทศที่ติดคาบสมุทรอันดามัน ผมได้มีโอกาสมา Count down ที่ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ถ้านิยามการ Count down ปีใหม่ของสากลจะหมายถึงการได้ว่านับเวลาถอยหลังเพื่อรับปีใหม่ สำหรับที่นี่ในวันปีใหม่นี้เค้า Count down ศพตามวัด ศพตามเกาะ ศพในทะเล ศพในป่าโกงกาง ที่ยากจะหาเจอ และผู้สูญหายอีกจำนวนมาก และภาพเหตุการณ์ที่ตรึงตาตรึงใจของชาวบ้าน สะเทือนไปถึงจิตใจของพวกเค้า สะท้อนออกมาทางสีหน้าที่สลดหดหู่ไปทั่วเมือง ศพเป็นพันๆ ในวัดส่งกลิ่นเหม็นทั่วเมือง กลิ่นศพที่ชวนให้สลดใจ กับกลิ่นฟอร์เมอรีนที่สะกดใจให้เกิดอารมณ์หดหู่ ชีวิตที่เคยสดใสจากเมืองแห่งการท่องเที่ยว ที่เคยมีผู้คน นักท่องเที่ยวมากมาย กลายเป็นเมืองที่มีชาวบ้านออกมาจากทั่วสารทิศของเมืองจนวุ่นวายกับการมารับของบริจาค เพื่อปะทังชีวิตไปวันๆ เป็นชีวิตที่พวกเค้าถูกหยิบยื่นโดยธรรมชาติ

ยังมีมูลนิธิเก็บศพต่างๆ มากมายจากแทบทุกจังหวัดในเมืองไทย เต็มเมืองไปหมด เปิดไซเรนวิ่งเก็บศพกันจนวุ่น เสียงของไซเรนฟังแล้วหดหู่เหมือนเสียงของมัจจุราชที่คอยขานชื่อคนตาย ให้ชาวบ้าน (ญาติผู้ตาย) ต้องวิ่งกรูกันคอยมาดูว่าใช่ญาติตนไหม วิ่งฝ่ากลิ่นศพที่แรงจนน่ากลัว เข้าไปดู...ผ่านศพที่วางเรียงรายบนพื้นดินบริเวณวัด นับพัน บ้างเผาแล้ว บ้างฝังแล้ว บ้างถูกทยอยส่งกลับไปจังหวัดอื่นเพื่อให้ญาติประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ก็ยังมีศพที่เพิ่งเก็บใหม่ มาแทนที่อยู่เสมอ ทุกวัน และมันก็ผ่านไป 6 วันแล้ว เหตุการณ์ยังคงเหมือนเดิม แค่ภาพโลงศพไม้อัดวางซ้อนๆ กันเพื่อรอการบรรจุศพ มีให้เห็นอยู่เกลื่อนเมือง แต่ละจุดที่วาง มีไม่ต่ำกว่า 200 ใบเป็นอย่างต่ำ ก็กัดใจให้หดหู่มากพอแล้ว

และเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ แรกที่ทำให้ผมรู้สึกสลดใจ ตามผู้คนที่นี่ไปด้วย จากบรรยากาศจริง สถานที่จริง ภาพเหตุการณ์จริง เห็นใจผู้คนที่นี่มากและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ได้มีโอกาสเห็น แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ วิ่งวุ่นผ่านหน้ารถผม ที่ตำรวจกันไว้เพื่อจะวิ่งข้ามไปเข้าวัดย่านยาว ทำงานต่อ (เวลาประมาณ 18:50 น.) ทำงานไม่เลิก ไม่ลดละ และอ่อนร้า สีหน้าดูจะสูบโทรมลงไป จากการทำงานติดต่อกัน 5-6 วัน และยังคงทำต่อไปเรื่อยๆ ....เมื่อเทียบกับตัวเอง กลุ่มตัวเองที่มาช่วยชาวใต้ แล้วมองลึกลงไปในตัวเองกับหน้าที่ที่เรากำลังทำเพื่อช่วยสังคมนั้นยังน้อยมากๆ ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกว่า กูนี่แหละ....กลุ่มคนเพื่อสังคม แต่สังคมที่กำลังต้องการความช่วยเหลือนี้ ในสถานการณ์อย่างนี้ ก็ย่อมสำคัญกว่าวันปีใหม่หรือวันอะไรทั้งนั้น...ไม่เห็น แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เค้าจะไปร่วมฉลองกับครอบครัวเค้าเลย เห็นแล้วนับถือและน่ายกย่องและพร้อมที่จะเอาใจช่วยให้ศพถูกเก็บหมดเร็วๆ จะได้หายเหนื่อยกันซะที พวกตำรวจด้วย และข้าราชการในที่ว่าการอำเภอด้วย ทุกหน่วยแหละ และคิดว่าคงเหมือนกันทุกที่ ทุกจังหวัด ขอเป็นกำลังใจให้ ถึงแม้มันจะเล็กน้อย แต่มันก็เป็นใจที่คิดคล้ายๆ กัน

การมาของพวกเราที่ตั้งใจจะมาช่วย คิดมาไว้ว่าจะช่วยเค้าประกอบโลงศพ ก็มาหาที่ประกอบโลงศพจนเจอ แต่เค้าทำไว้เพียงพอแล้ว จึงแนะนำเราให้ไปดูที่อื่น เค้าให้ไปดูที่ บ้านน้ำเค็ม (สถานที่ที่เค้ารือว่าตายยกหมู่บ้าน) พวกเราก็มุ่งหน้าไปดูกันด้วยใจที่กล้าๆ กลัวๆ (ฟังดูแล้วมันอลังการ 'ตายยกหมู่บ้าน') ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะว่ามันอลังการจริงๆ กับการทำลายล้างที่รวดเร็วกว่าอาวุธใดๆ ทั้งสิ้นในโลกนี้ได้มีมา มันทำลายล้างด้วยเวลาไม่กี่นาที....ทุกอย่างหายหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กๆ เท่ามดจนถึงคน พอดูเสร็จก็กะจะช่วยเดินดู (ค้นหาศพ) ตามที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเค้าอนุญาตให้เราทำ แต่ก็มีอีกสายงานหนึ่งเดินเข้ามาคุยกันข้างๆเรา "เอารถโคมาเล้ย ขุดไปให้เหม็ด เพื่อที่จะเกลี่ยพื้นที่ และให้ตำรวจกั้นไม่ให้รถที่เกี่ยวข้องเข้ามา" เราได้ยินอย่างนั้นจึงตัดสินใจกลับ ไปช่วยในเมืองดีกว่า เพราะที่นี่....ทุกที่ต้องการความช่วยเหลือ

เราจึงกลับไปที่ที่แรกที่เราเอาของมาบริจาค ซึ่งมีหน่วยงานของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร จัดตั้งโครงการมาช่วยแยกแยะและจัดเก็บของบริจาค ที่ กศน. ของ อ. ตะกั่วป่า เราจึงขอร่วมช่วยกับหน่วยงานของเค้า ก็ช่วยขนของลงจากรถสิบล้อ รถเทรลเลอร์ รถกะบะ ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก (มากถึงมากที่สุด) มีรถส่งของบริจาคมาจากทั่วสารทิศ เราจึงได้รับรู้ถึงน้ำใจของชาวไทย ซึ่งมีมากจริงๆ งานนี้เหนื่อยกว่าที่เราคิดจะมาประกอบโลงอีก แล้วเราก็ได้พูดคุยกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหานคร ในคืนนั้น ซึ่งมารู้อีกทีก็คือ เค้าคิดว่าเราคือชาวบ้านมาช่วย กว่าจะได้รู้ก็ตอนกลางคืนเพราะพวกเราเดินกลับไปที่ กศน. ติดต่อกับเค้าเรื่องกิจกรรมออกค่ายฯ โครงการใหญ่ ก็จึงรู้ที่มาซึ่งกันและกันโดยละเอียด พวกเขาเล่าว่าอยากมาช่วยชาวใต้จึงตั้งโครงการก่อนลงมาได้ 2 วัน ก็เป็นปัญหาเดียวกันกับเราๆ ชาวค่ายฯ ก็คือว่าทางมหาวิทยาลัยไม่ค่อยสนับสนุนให้นักศึกษาลงพื้นที่ พวกเค้าจึงแอบรวบรวมคนลงมากันเองประมาณ 36 คน ฟังดูแล้วรู้สึกแตกต่างกับของเรามาก (พวกเค้าเป็นคนใต้ประมาณ 90 %) เรารวมคนจาก 2 มหาวิทยาลัยได้ 6 คน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะรู้อยู่แล้ว กะจะล่ม Project ถึง 3 ครั้งในคืนเดียว (3 ชั่วโมงก่อนที่จะออกเดินทาง) คิดจะล่ม Project เพราะคนน้อย ไปคงช่วยอะไรไม่ค่อยได้ สู้ส่งเงินลงมาช่วยเลยจะเกิดผลกว่า แต่เราก็ไปช่วยได้เยอะพอแรงที่เตรียมไป แล้วที่มาได้ก็น่าแปลกตรงที่ว่า เราทั้งสองมหา'ลัยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนแต่บางสิ่งบางอย่างมันเหมือนกัน น่าคิด และน่าสงสัยมาก แต่มันได้เกิดขึ้นแล้ว


ผู้เขียนและคณะกับการเดินทางไปเกาะพระทอง

แล้วเราก็ได้ไปสำรวจสถานที่ที่ เกาะพระทอง สำรวจข้อมูลเพื่อจะทำค่ายฯ สร้างอาคารให้ชาวบ้าน ให้ชุมชนหมู่บ้าน ถ้าได้ออกค่ายฯ ที่นี่จริงๆ ก็จะดีใจมาก ที่เราจะได้ทำให้เกิดประโยชน์จริงๆ ได้ให้กำลังใจชาวบ้านด้วย ภาพที่เก็บมาจากเกาะพระทองก็ไม่แตกต่างจากที่อื่นๆ เพราะมันทลายราพนาสูญ ปลาทะเลเล็กน้อยใหญ่ ตายบนบกหลังน้ำทะเลซัดขึ้นมาห่างจากชายหาดเป็นกิโลเมตร มันเป็นภาพที่ชวนนึกถึงตอนที่เกิดขึ้นจริง ว่ามันเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือจิตใจของชาวบ้านที่ยังรู้สึกตื่นตระหนก และหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย และไม่กล้ากลับเข้าไปอยู่บนเกาะ ต้องใช้เวลาเป็นตัวที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจเค้าให้ดีขึ้นได้ หลังจากกลับจากสำรวจพื้นที่ความเสียหายบนเกาะ ก็มาถึง อ.คุระบุรี ประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ก็อยู่สรุปงานกับพี่ๆ NGO มากันหลากหลายที่มาก แต่พวกพี่เค้ารู้จักกันทั้งหมด และส่วนตัวผมเองยังรู้จักกับพี่คนหนึ่งที่เคยผ่านพบประสบเจอกันผ่านค่ายฯ อาสาอยู่คนหนึ่ง คือ พี่บอล จาก ค่ายบ้านเซเวียร์

...ผมนั่งสงสัยกับวงนี้มากตรงที่ว่าวงเล็กๆที่มากันจากทั่วทิศในไทย แต่ดันมีคนรู้จักกันเกือบหมด มันเหมือนว่าโลกของนักทำกิจกรรมเพื่อสังคมจริงๆ มันเล็กขนาดนี้เลยหรือ แต่การพูดคุยในวงนี้ทำให้ผมได้อะไรๆ ไปมากมาย ได้รู้จักกับนักกิจกรรมเพื่อสังคมรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่หลายท่าน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ระหว่างเด็กค่ายฯ รุ่นเก่ากับเด็กค่ายฯรุ่นใหม่ มันแตกต่างกันมาก

สิ่งที่เขียนออกมาทั้งหมดนี้ ออกมาจากบรรยากาศและสถานที่จริง ที่ทำให้เกิดความรู้สึกดั่งที่เขียนขึ้นมา

*1 มกราคม 2548 - 10:20 น.


ความคิดเห็นที่: 1

ธรรมชาติยาตรา
by เอ กระจกเงา

เย็นวันที่ 30 ว่าจะชวนเพื่อนๆ ไปทำกับข้าวกินกัน และได้ข่าวว่าพวกเราจะเอาของไปบริจาคที่ภาคใต้ในนามของ "ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท ABAC" ซึ่งตรงกับใจว่าจะลงไปอยู่แล้ว "ประมาณว่าลงไปก่อนแล้วค่อยว่ากันว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร"เพราะเชื่อว่ามันน่าจะมีอะไรให้เราช่วยบ้าง และได้ติดต่อไปยัง ค่ายอาสาของเกษมบัณฑิต ด้วย โดยผ่านทาง น้องยุ้ย ประธานค่าย ก็ได้รับคำตอบรุ่นพี่เขา 3 คนซึ่งรวมกับฝั่งเราอีก 3 เป็น 6 คน นัดกันเวลาเที่ยงคืน แต่ก็พร้อมกันตอนห้าทุ่มกว่า หน้า ABAC และยังมีอีกหลายคนที่ประสงค์มาด้วยแต่ต้องรอตอนเช้า ซึ่งเราก็รอไม่ได้เพราะเนื่องจากเวลาเราจำกัด

"ไม่นึกเลยว่าระยะทางมันช่างไกลเสียเหลือเกิน หรือว่าใจเราร้อนไม่รู้" ระหว่างทางเราก็ได้เห็นรถที่มุ่งลงใต้อาจจะเป็นวัตถุประสงค์เดียวกันก็ได้

ไปถึงที่อำเภอตะกั่วป่าก็ราวๆ เที่ยง ก็ขับดิ่งเข้าอำเภอเพื่อเอาของไปบริจาค พอไปถึงเขาก็ให้เราลงทะเบียน เพราะหากเราขับรถออกไปโดยไม่มีใบลงทะเบียนจากเจ้าหน้าที่เราอาจถูกจับได้ เนื่องจากว่ามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเข้ามาเอาของบริจาคใส่รถแล้วขับออกไป บ่อยมากจนเจ้าหน้าที่เขาต้องให้มีการลงทะเบียน ซึ่งที่ลงของเราเลือกไปลงที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนซึ่งเลยไปอีก 1-2 กิโลเมตรเห็นจะได้ พอเราเลยมาอีกหน่อยก็เจอ ที่ๆ เขากำลังประกอบโรงศพค้างไว้ ก็เลยเลี้ยวรถเข้าไปเผื่อได้ช่วยทำบ้าง

หลังจากที่แนะนำตัวไปแล้ว พี่ๆเขาก็เรียกกินข้าว แล้วก็ได้ถามเขาว่า "ถ้าพวกผมจะมาช่วยทำโลงได้ไหมครับพี่" พี่เขาก็บอกว่า "ตอนนี้โลงศพเขาไม่เอาแล้ว ถ้าน้องอยากช่วย พี่อยากให้น้องลงไปที่บ้านบางน้ำเค็ม เพราะที่นั้นต้องการคนช่วยอีกมาก เพราะหลายหน่วยงานมุ่งไปที่เขาหลักเสียส่วนใหญ่" แล้วเราก็รับปากว่าเราจะไป พอกินข้าวเสร็จเราก็เอาของไปที่ ก.ศ.น ไปถึงก็เห็นนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 30 คนกำลังทำงานกันอย่างขันแข็ง เสร็จแล้ว เราก็ไปที่บ้านบางน้ำเค็ม แต่กว่าเราจะไปถึงได้ก็ต้องผ่านวัดหลายวัด ซึ่งแต่ละที่มีทั้งญาติผู้เสียชีวิตและศพวางเรียงรายกันอยู่เพื่อรอการจัดการ ในใจคิดว่าถ้าที่อื่นคนเยอะแล้ว เราคงต้องมาช่วยทางนี้แน่เลยเพราะ หลายคนมุ่งไปแต่การค้นหาศพอย่างเดียว แต่ไม่รู้เลยว่าการจัดการหลังจากเอามาแล้วมันยุ่งยากมาก ไหนจะเรื่องของนิติเวช ไหนจะเรื่องการเก็บข้อมูลแต่ละศพที่มีมากมาย ไหนจะเรื่องการจัดการ ขั้นตอนต่อไป

เห็นภาพแล้วหดหู่มาก ไม่นึกว่าบ้านเราจะเกิดเหตุการณ์อย่างงี้ได้ ไม่นึกจริงๆ แล้วยิ่งเราไปถึงบ้านบางน้ำเค็มก็รู้สึกได้ถึงว่า "เราเกะกะมาก" เพราะต่างคนต่างยุ่งอยู่กับการค้นหาศพ "มันเหมือนกับการที่เอารถขนดินมาดัมพ์ลงเป็นพันๆ คัน" เราก็เลยจากมาด้วยการมุ่งมั่นที่จะหาที่ๆเขาประกอบโลงซึ่งคิดว่าเราน่าจะถนัดด้านนั้น

"บ่ายสองเข้าไปแล้ว ยังไม่ได้งานเป็นชิ้นเป็นอันเลย"เราก็เลยคุยกันว่าจะกลับไปที่ ก.ศ.น เพื่อช่วยเขาขนของบริจาคก็ยังดี ในวันนี้แล้วหาข้อมูลไปในตัวด้วยว่าเราจะทำอะไรต่อไปในวันรุ่งขึ้น พอไปถึงก็เจอรถ 6 ล้อ 2 คัน สิบล้อ 4 คัน รถเทลเลอร์อีก 3 คัน นึกในใจว่า "น้ำใจคนไทยมาจากทั่วสารทิศจริงๆ"ขนกัน จนเกือบเย็นพอหันกลับไปดูที่กองบริจาค มันมากมาย ถึงแม้ร่างกายจะล้า ร่างกายอ่อนเพลีย แต่ใจยังมุ่งมั่นที่จะช่วยเขาให้ถึงที่สุด ก็ได้คุยกันเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างมหาลัย เขาระดมคน 1 วันครึ่ง พร้อมได้เงินบริจาคก้อนใหญ่ แถมยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากมหาลัยเท่าไร ซึ่งก็ดีใจที่เขายังมีใจมา แต่ในใจกลับนึกถึงเพื่อนเราบางคนที่ไม่อาจมาด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจรู้ได้ และมหา'ลัยชื่อดังย่านรามคำแหง เขาได้ทำอะไรบ้าง ก็ไม่รู้เหมือนกันอีก เขาจะรู้ไหมว่าทางนี้เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

เกือบๆ ค่ำเราก็ลาเขา และได้ข่าวว่าเราจะลงไปที่เกาะพระทองเพื่อไปเก็บข้อมูลที่นั้นเพราะอาจจะมีภาระกิจใหญ่ในอนาคต ค่ำนั้นกินข้าวด้วยความไม่อร่อยเท่าไร เพราะนึกถึงเพื่อน นึกถึงใครอีกหลายคน เสียดายที่เขาไม่ได้อยู่ร่วมในประวัติศาสตร์หน้านี้ด้วยกัน

เช้าก็ไปที่ คุระบุรี เพื่อจะเดินทางต่อไปที่เกาะพระทอง โดยการติดต่อผ่าน พี่นู๋ ที่ทำงานที่นั้นด้วย แต่เผอิญพี่เขาไม่ว่างเลยให้ น้องทิพย์ พาไปแทน ซึ่งแกก็ทำงานอยู่เกาะนั้นด้วยเหมือนกัน พอได้นั่งเรือข้ามไปยังเกาะพระทอง บนเกาะนั้นประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน ประชากร 1000 กว่าคน เราไปขึ้นท่าที่ บ้านแป๊ะโย้ย ที่ๆ นี้ไม่ได้รับผลอะไรเลยเพราะอยู่หลังเกาะ

แล้วทิพย์ก็พาเราไปยัง "ทุ่งดาบ"ก่อนไปถึงวิวสวยมาก พอไปใกล้ๆ ถึง ก็แปลกใจว่าใครเอาปลามาวางตากแดดแถวนี้ แต่พอมองสำรวจรอบๆ อีกครั้งก็ต้องตะลึงกับภาพ ซากปลา ซากขยะ ต้นไม้ล้มระเนระนาด จากคลื่นยักษ์ได้เหลือทิ้งไว้ ถ้ามองจากตรงนั้น ยังมองไม่เห็นชายฝั่งเลย ก็เลยถามทิพย์ว่า "ชายฝั่งอีกไกลไหม" ทิพย์บอก "ไกลอยู่"มันมาไกลมาก ไกลจริงๆ อีกซักพักด้วยรถคันที่อยู่บนเกาะที่เขาว่าเป็นของ ชาวมอแกน ที่เหลือคันสุดท้าย และคันนี้เองที่ได้ช่วยชีวิตไว้อีกหลายชีวิตตอนเกิดเหตุ

เราก็มาถึงที่ๆ ครั้งหนึ่งเคยเป็นหมู่บ้าน จากซากที่หลงเหลือว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงมีอยู่หลายสิบครอบครัว ถึงแม้กระนั้น ชายฝั่งก็ยังห่างไกลมา จากซากขยะที่ติดอยู่บนต้นไม้ที่สูง 3 เมตร มันบอกเราได้เลยว่า ทั้งแรง ทั้งสูง พลันสายตาก็เหลือบเห็น กองกล้วยไม้ ก็เลยถามทิพย์ว่าของใคร ทิพย์ก็บอก "ของพี่น้อย" "แล้วไปไหนแล้ว" "แกอยู่วัด" "อยู่กะญาติรึ" "เปล่า เพิ่งเผาเมื่อวาน ตรงนั้นแหละที่แกเสียชีวิต" ห่างจากราวเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ที่แกรัก เราก็อึ่งๆ พี่น้อยที่เป็นคนทำงานในพื้นที่ๆ เราได้ยินข่าวแกบ้างเมื่อไม่นานมานี้ ขอร่วมไว้อาลัยกับ พี่น้อย... ด้วยใจเคารพยิ่ง.

เราก็ถ่ายรูปความเสียหายโดยรอบๆ จนถึงฝั่ง ซักพักเราก็กลับ ยังมองกลับไปด้วยน้ำตาซึมๆเลยว่า "จะมีใครซักกี่คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ณ ตอนนั้น"

ขณะนั่งเรือกลับไม่มีความรู้สึกยากคุยกับใครเลย พวกเราเองหลายคนก็คงรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ก็มาคุยกันอีกทีก็ตอนที่ต้องเดิน ไม่นึกเลยว่าการเดินเข้าฝั่งมันจะลำบาก ทีแรกนึกว่าง่าย ที่ไหนได้ ทั้งมืดทั้งน่ากลัว สุดท้ายเราก็มาถึงฝั่งด้วยความปลอดภัยเราก็มาถึงบ้าน พี่จ๊อบ ณ ศูนย์ประสานงานวิจัยท้องถิ่น ราวๆ 2 ทุ่มกว่า แล้วก็นั้งคุยกับ พี่หนู จนดึก ที่แรกกะว่าจะกลับไปนอนที่ตะกั่วป่า แต่เปลี่ยนใจเพราะได้รู้จักพี่อีกหลายคน พี่บอล บ้านเซเวียร์ ที่พวกเราหลายคนรู้จัก แกผอมลงไปมากแทบจำไม่ได้ พี่หาญ หาญณรงค์ รุ่นพี่ อาจารย์เล็ก ที่ปรึกษาของค่ายม.เกษมบัณฑิต พี่เนตร ที่จะทำค่ายเยาว์ชนที่สามร้อยยอด

ตอนนั่งเรือออกจากเกาะ แล้วมองกลับไปในใจคิด "เราจะกลับมาเพื่อช่วยเขาให้มากที่สุดให้ได้"

*2 ม.ค 2548 - 02:00 am

by : กลุ่มรองเท้าแตะ
IP : (61.91.87.181) - เมื่อ : 5/01/2005 05:31 PM


ความคิดเห็นที่: 2

จากสนุก...สู่...สลด จากเสม็ด...สู่...พังงา
by เอ็ม

วันที่ 26 ธันวาคม 2547 เวลา 04.30 น. ออกเดินทางไปเที่ยวที่ เกาะเสม็ด ความรู้สึกดี หาดทรายขาว น้ำทะเลใส สวยงาม มีความสุขกับการเล่นน้ำมาก แต่ความสุข และ สนุกนั้น ค่อยๆ จางหายไป เมื่อได้รู้ว่าประเทศไทย ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น น้ำทะเลเริ่มไม่ใส เริ่มไม่สวยงาม และเดินทางถึง กทม. ได้ทราบข่าว ว่าเกิดแผ่นดินไหวและ คลื่นยักษ์สึนามิ กับภาคใต้ของไทยและประเทศใกล้เคียง "จากความสนุก กลายเป็นความสลด" คนตายมาก และทางใต้ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากโดยด่วน เมื่อได้ยินแล้วก็อยากไปช่วยเค้า ทำอะไรก็ได้เพื่อพี่น้องทางภาคใต้ เราเองก็ไม่ได้ทำอะไรว่างอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นแค่ 1 แรงงานเท่านั้น เราก็ช่วยเค้าได้ ไม่มากก็น้อย คนไทยไม่ช่วยกันเองจะรอให้ใครที่ไหนมาช่วย เริ่มคิดว่าเราจะช่วยเค้าอย่างไรดี รวบรวมอาสาสมัครที่มีความตั้งใจแบบเราได้ 6 คน มากเกินพอที่จะไปช่วยเค้าได้ ออกเดินทางกันเลยทิ้งความสุขช่วงปีใหม่ไปช่วยเค้าดีกว่า ใช้เวลาเดินทางสู่พังงาประมาณ 12 ชั่วโมง ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะไปช่วยอะไรเค้า

ทีแรกเราจะเอาของที่เราได้รับบริจาคไปให้เค้าก็เลยไปที่อำเภอ แต่คนเยอะมาก เราคิดว่าไม่สะดวก ก็เลยออกจากอำเภอไปอีกที่ กศน. เป็นที่เค้านำของมาบริจาค เราจึงมาบริจาคที่นี่แล้วก็ออกไปหาอะไรได้ทำเป็นชิ้นเป็นอันเสียที ขับรถตระเวนหาเราเห็นโลงศพ กองอยู่จำนวนมากเราก็เข้าไปเผื่อเราจะช่วยอะไรเค้าได้ พอเข้าไปเค้าก็เรียกกินข้าวเลย พอกินเสร็จเราก็ถามว่าเราจะต่อโลงศพได้ไหม เค้าบอกว่าไม่ต้องการแล้ว เค้าให้ไปดูที่ บ้านน้ำเค็ม เราก็ไปที่บ้านน้ำเค็ม

พอไปถึง สภาพที่เห็นทุกอย่างพังหมด ไม่เหลือสภาพความเป็นบ้านเลย ผู้คนพลุกพล่าน เต็มไปด้วย คนทำงาน พวกกู้ภัย คนที่นำของไปบริจาค คนที่อยากเห็น รวมไปถึงคนที่อยากไปช่วยแบบเรา เราได้คุยกับหน่วยกู้ภัยคนหนึ่ง เราถามเค้าว่าเราเป็นนักศึกษาอยากจะช่วย มีอะไรให้เราช่วยได้ไหม พี่เค้าบอกว่ามีแต่หาศพ บนฝั่งนี้คงไม่มีแล้ว ถ้าอยากช่วยก็ที่ป่าโกงกาง มีศพอีกเยอะ แต่เราก็ต้องออกมาจากตรงนั้น เพราะว่าเราช่วยอะไรเค้าไม่ได้ เกะกะเค้าด้วย แวะเข้าไปที่ที่มีคนเดินพลุกพล่าน มีคนแต่งกายเหมือนคนเชือดไก่ แต่พวกเค้าเป็นแพทย์อาสามาทำงานเกี่ยวกับศพ

เราได้ออกจากที่ตรงนั้นแล้วกลับไปที่เดิม ตั้งหลักกันว่าจะไปทำอะไรดี สรุปได้ว่าเราไปช่วยเค้าแยกของที่เราไปบริจาคดีกว่า เอาของที่เค้ามาบริจาคแยกเป็นหมวดหมู่ พวกนักศึกษาของ ม.มหานคร ทำอยู่ก่อนแล้ว ทีแรกนึกว่างานไม่หนักเพราะว่าแค่รถกระบะ ช่วยกันคนละถุงก็หมด ต่อมาเป็นเป็นรถ 6 ล้อของเริ่มเยอะแล้ว แต่ก็ไม่เท่าไร พอมารถ 10 ล้อ เริ่มเหนื่อยแล้วของเริ่มเยอะ สุดท้ายมาอีก 3 รถพ่วง เยอะมากๆๆ เราช่วยกันเอาของลงคันแรก เราเริ่มเหนื่อยแล้ว เราเลยขอตัวกลับไปพักผ่อน

วันต่อมาเราได้เดินทางไปสำรวจความเสียหายที่ เกาะพระทอง โดยทางเรือ ประมาณ 30 นาที พอเราขึ้นฝั่งรู้สึกแปลกใจ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนเกาะนี้เลย รู้ที่หลักว่าตรงนี้เป็นหลังเกาะ ไม่โดนอะไรเลย นั่งรถไปอีกฝั่ง ซึ่งเป็นฝั่งที่เกิดเหตุ ระหว่างทางไม่เห็นความผิดปรกติอะไร สักพักเริ่มเห็นต้นไม้ตายบ้าง หญ้าตายบ้าง มีปลาตายบ้าง ทีแรกยังไม่เยอะ ต่อไปเห็นปลานอนตายเยอะมากๆๆ ซึ่งห่างจากทะเล เป็นกิโลเลย พอเริ่มเข้าใกล้หาดเริ่มเห็นการพังทลายของต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง ต่างๆ พอลงรถเดินไป เจอสภาพบ้านที่ไม่เหมือนบ้านเลย เค้าว่าเป็นบ้านของคนชื่อ น้อย เป็นประธานกลุ่มเพาะพันธุ์กล้วยไม้หายาก และก็รู้ว่าเค้าได้ตายพร้อมกับพ่อเค้าด้วย เดินผ่านไปเรื่อยๆ รอบๆ มีแต่ซากต้นไม้ที่ถูกน้ำพัด เราเดินไปจนถึงหาดทราย หาดทรายเต็มเป็นไปด้วยซากความเสียหาย ที่เหลือจากการทำลายของน้ำทะเล เราได้อาลัยอยู่ครู่นึง ก็เดินทางจะไปอีกหมู่บ้าน ที่ได้รับความเสียหายเหมือนกันแต่เวลาไม่เอื้ออำนวย เราเดินทางกลับ พอนั่งเรือกลับมาที่ฝั่งน้ำได้ลงแล้ว เรือไม่สามารถเค้าถึงที่เราลงมาตอนแรก เราต้องเดินลุยน้ำระยะทางเกือบกิโลได้ 2 ข้างทางมีแต่ป่าโกงกาง ข้างบนมีแต่ความมืด

จากการที่เราไปมาในครั้งนี้เราได้รู้ว่าคนไทยเรามีน้ำใจมาก มาช่วยไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่มากมาย หรือจะเป็นแรงงานต่างๆ โดยไม่หวังอะไรตอบแทน และเชื่อว่ายังมีคนอีกไม่น้อยที่คิดมาช่วย

*4 มกราคม 2548

by : กลุ่มรองเท้าแตะ
IP : (61.91.87.61) - เมื่อ : 9/01/2005 02:06 PM


ความคิดเห็นที่: 3

ธรรมชาติยาตรา #2
by เอ กระจกเงา

เมื่อเรือข้ามมาถึงบ้านปากจก เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี สิ่งที่พบคือวามเสียหายและสูญเสียของพี่น้องที่นี่ เชื่อว่าไม่มีอะไรในประวิตศาสตร์บ้านเราที่จะนำความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้อีกแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่มาก่อน "ชาวมอแกน" หรือ "ชาวมอเก็น" ซึ่งข้อมูลที่บ่งบอกถึงความต่างๆยังไม่ทรายแน่ชัดว่าอย่างไร แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตุคือ พวกเขารอดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเขาบอกว่า "สมัยพ่อของพ่อ ของพ่อสอนว่า น้ำลดผิดปกติให้ขึ้นที่สูง" นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเขารอดมากกว่าคนเมืองที่อยากรู้อยากเห็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

หลังจากที่ได้ฟังการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านท่าแป๊ะโย้ย ซึ่งเป็นหมู่บ้านๆ ไม่ได้รับความเสียหายเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยังไม่มีหน่วยงานใดมาช่วยเหลือเท่าที่ควร นอกจากคนที่รู้จักเกาะนี้หรือได้รับข่าวจากทีวี เพื่อน หรือ ญาติที่อยู่บนเกาะนั้น ความช่วยเหลือกลับไปอยู่ที่ในเมือง หรือศูนย์รวมความเจริญ เขาไม่มีโรงเรียน อนามัย ซึ่งนี่ก็จำเป็นเหมือนกัน โรงเรียนก็เปิดเทอมแล้วอาจารย์ก็มีแค่สองคน แถมอาจารย์ที่เป็นอาสาสมัครชาวต่างชาติ ยังมาเสียชีวิตไปอีก พลอยให้อาจารย์ที่นั้นต้องวิ่งลอกสอนซึ่งก็เหนื่อยไปตามๆ กัน เขาเองก็อยากได้ครูอาสามาช่วยแบ่งเบาภาระกิจ

นี่ยังไม่นับวิถีที่เปลี่ยนไป เพราะช่วงนี้เขายังไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เนื่องจากข่าวการบริโภคอาหารทะเล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่เขายังไม่สามารถออกทะเลหาเลี้ยงชีพได้ ปลาในกระชังที่ลงทุนไปเกือบๆ ปีก็หายไปในพริบตา บางครอบครัวก็ต้องไปกู้ยืมเงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ส่วนสวนมะพร้าว สวนเม็ดมะม่วงหิมพาน ก็ได้รับผลกระทบไปตามกัน เรือที่กลับจากการหาปลาในเช้าวันนั้นก็พังจนเกือบซ่อมไม่ได้ บางคนทั้งเรือทั้งเครื่อง บางคนเรือไม่เป็นไรแต่เครื่องยนต์ก็ยังหาไม่เจอ ซึ่งแต่ละรายการมันก็มีมูลค่าสูงอยู่ทีเดียว เพราะเขาไม่ได้สร้างตัวเองมาเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เขาใช้เวลาเกือบตลอดชีวิตในการสร้างตัว สำหรับการทำการฟื้นฟูหลายๆ ด้านอาจต้องทำพร้อมกัน ทั้งบุคคล ท้องถิ่นและชุมชนให้เขากลับมามีกำลังใจและพลังในการสู้ชีวิตต่อไป


ชาวบ้าน...ทอดอาลัยกับความสูญเสีย

ศูนย์พักชั่วคราว

สภาพโรงเรียนบ้านปากจก

สภาพห้องเรียน โรงเรียนบ้านทุ่งดาบ

ศูนย์ข้อมูลผู้สูญหาย - อาสาสมัครสึนามิ สสส.

ส่วนหนึ่งของชาวค่าย ABAC ที่ลงไปเป็นอาสาสมัคร

แต่ที่น่าอบอุ่นที่สุดคือพลังมวลชนที่หลั่งไหลลงมาจากทั่วสารทิศตามจุดผู้ประสบภัยต่างๆ และที่น่าปลื้มที่สุดคือ ยังมีเยาวชนที่มี "จิตสำนึกสาธารณะ" เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทุกคนมาอาสาเป็นอาสาสมัคร ซึ่งมันกำลังเป็นนิมิตหมายที่ดี ว่าไปจริงๆ แล้ว พวกเขาต้องการผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งที่ผ่านมามันไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะกระตุ้นพวกเขาออกมาจากมุมมืดได้ ไม่ใช่แค่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเดียวแล้วกลับ แต่การมาแต่ละครั้งมันควรจะได้อะไรกลับไปมากกว่าการมาช่วย

และที่สำคัญตัวอาสาสมัครเองหรือคนทำงานเองก็จะได้รับการเรียนรู้ได้โดยตรง เพื่อที่จะพัฒนากระบวนการความคิดต่อไปได้ นอกจากนี้หวังไว้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังในอนาคตต่อไป เพราะพี่ๆ ทุกคนเขาก็มีภาระหน้าที่ต่างๆ กันไปแต่พวกเขาก็ยังจะวนเวียนให้กำลังใจกันต่อไปหากใครมีปัญหาอะไร เขาก็พร้อมที่จะช่วยเสมอ

*15 ม.ค 2548
เขาหลักรีสอร์ท (ศูนย์อาสาสมัครสึนามิ - สสส.)

by : กลุ่มรองเท้าแตะ
IP : (61.91.87.253) - เมื่อ : 17/01/2005 06:55 PM


ความคิดเห็นที่: 4
ขอแสดงความเสียใจด้วยในเหตูการีครังนี้

by : เด็กปากเกร็ด
IP : (203.118.122.198) - เมื่อ : 6/06/2005 01:30 PM


ความคิดเห็นที่: 5

เสียใจด้วยครับ

by : adeal
Mail to adeal naranukul@yahoo.com
IP : (202.28.47.11) - เมื่อ : 15/08/2005 07:51 PM


ความคิดเห็นที่: 6
ผมได้อ่านแล้วผมแทบรู้สึกสลดใจมาก ทั้งที่เวลามันผ่านมาได้ปีกว่า แล้ว ความรู้สึกทั้งเคร้าสลด ทั้งรู้สึกดีที่ได้เจอเพื่อน แต่ตอนนี้ความคิดคึง ทั้งบรรยากาศที่บ้านนำเค็ม วัดย่านยาว เอง รับทั้งเพื่อน อาสา ทุกๆๆ คนที่ช่วยกันไม่คิดถึงความยากลำบาก

by : ต้อม อาสานเรนทร ทีมงานย่านยาว
Mail to ต้อม อาสานเรนทร ทีมงานย่านยาว tom_sft@hotmail.com
IP : (203.114.116.138) - เมื่อ : 8/02/2006 01:31 PM


สมัครสมาชิก เพื่อตอบกระทู้ :
Click to Apply!
User: Password:

 Search Word:
This Website Design and Maintenance by noknight
กลุ่มรองเท้าแตะ ....ก้าวเดิน เผชิญโชค โบกโบยบิน ....(ไปสู่เธอ)
สงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาทั้งหมด ตาม พรบ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต