
|
ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด : หากชีวิตมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยม???
|
ในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากคร่ำเคร่งกับการทำงานมาตั้งแต่เช้า ผมตัดสินใจเปลี่ยนอิริยาบถโดยการเดินไปชงกาแฟในห้องครัวของบริษัท
ระหว่างนั้นผมคิดเล่นๆว่า ถ้าเราจำลองชีวิตของเราเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีสมการทางคณิตศาสตร์เท่ากับ
เอ คูณ บี
เอ
แทนค่าด้วยห้วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนสิ้นลม ส่วนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเท่ากับ
บี เมื่อมองจากจุดที่ผมยืนอยู่ ณ ตึกสูงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯลงไปข้างล่าง
ผมมองเห็นรูปสี่เหลี่ยมมากมายเคลื่อนที่ไปมา สี่เหลี่ยมแต่ละอันแตกต่างกันทั้งส่วนกว้างและส่วนยาว
ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า สี่เหลี่ยมอันไหนสมบูรณ์และสวยงามที่สุด ในระหว่างคิดหาคำตอบนั้น
ผมเกิดนึกไปถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อ ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด
หนังเรื่องนี้เป็นหนังปี 2536 กำกับการแสดงโดย อิทธิสุนทร
วิชัยลักษณ์ (นี่เป็นงานเรื่องแรกของเขาและทำให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิงในปีนั้นไปครอง
และตัวหนังเองก็แซงหนังเต็งของปีคือ 'สาละวิน' ของท่านมุ้ยคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง)
หนังเป็นเรื่องราวของพนักงานฝ่ายออกแบบของบริษัทผลิตอาหารกระป๋องแห่งหนึ่งที่ชื่อนพ
(สัญญา คุณากร) นพก็เหมือนกับคนทั่วไปที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน
เขาไม่ได้วาดหวังอะไรไว้ใหญ่โตกับชีวิต คิดเพียงทำงานเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัว
หวังที่จะได้มีครอบครัวที่อบอุ่นในปั่นปลายของชีวิต เมื่อพบเจอพฤติกรรมการทุจริตของเจ้านายตนเองก็หลีกเลี่ยงที่จะขัดเขืนหรือเผชิญหน้า
ได้แต่ทำตัวตามน้ำไป ไม่ใช่ว่าเห็นพ้องหรือยอมรับในสิ่งที่เป็นไป
หากแต่เขาไม่กล้าที่จะลุกขึ้นต่อสู้เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกระเทือนความมั่นคงในหน้าที่การงานของตน
นพแอบรักอรินทร์ซึ่งเป็นเลขาฯในแผนกเดียวกันแต่ก็ไม่กล้าเอยปากพูดคุยกับเธอ
ในบ่ายวันหนึ่งนพเป็นลมหมดสติไป เขาได้พบกับยมบาลซึ่งมารับตัวเขาเนื่องจากอายุขัยของเขาหมดลงแล้ว
นพได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญและขอร้องยมบาลให้ยึดอายุขัยของเขาออกไปอีก
เนื่องจากเขายังหนุ่มแน่นอยู่และยังมีอีกหลายอย่างที่เขาอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ
เขาทำงานเก็บเงินมาตั้งหลายปีแต่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้เงินเหล่านั้น
กับคนที่เขาหลงรักเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เปิดเผยความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอ
แต่แล้วก็เกิดข้อผิดพลาดขึ้น ยมบาลมารับวิญญาณของเขาเร็วเกินไป
จริงๆ แล้วนพจะต้องตายในวันรุ่งขึ้นตอนบ่าย2โมง!!
เมื่อนพได้ทราบว่าเขามีเวลาเหลือในโลกนี้อีกเพียง
24 ชั่วโมง ตอนแรกเขาอยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยากในชีวิต สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจว่าเขาจะขอใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ลองทำสิ่งที่ยังไม่เคยทำมาก่อน
เริ่มตั้งแต่ให้โย (รับบทโดย
อรุณ ภาวิไล) เพื่อนสนิทที่ทำงานด้วยกันพาไปสัมผัสแสงสียามค่ำคืนของกรุงเทพ
ซึ่งทำให้เขาได้พบนุ่น (รับบทโดย
อังคณา ทิมดี) เธอเป็นนักร้องในบาร์ที่นพและโยไปเที่ยว
นพได้รู้ว่านุ่นถูกบังคับให้ไปนอนกับเจ้าของบาร์
ด้วยเหตุที่นพปลงตกแล้วว่าชีวิตของเขาไม่มีอะไรให้กังวลอีกแล้ว
อีกไม่นานเขาก็ต้องตาย เขาไม่จำเป็นต้องทนยอมรับสิ่งเลวร้ายที่ได้พบเห็นอีกต่อไป
นพจึงยื่นมือเข้าไปช่วยนุ่นจากเจ้าของบาร์
แล้วเรื่องราวก็เลยเถิดไปจนนพพลั้งมือฆ่ามือปืนของเจ้าของบาร์ตาย
นพจึงโดนตามล่าจากทั้งตำรวจและมาเฟีย แต่ไม่ว่านพจะต้องพบกับสถานการณ์เลวร้ายเพียงใด
เขาก็ต้องเอาตัวรอดไปให้ได้ เพราะว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องทำก่อนตาย
นั่นคือการไปพบอรินทร์แล้วเปิดเผยความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอให้เธอรู้
ที่สุดแล้วสิ่งที่หนังต้องการจะบอกกับคนดูก็คือ ชีวิตของคนเรานั้นจะสั้นหรือยาวไม่สำคัญ
แต่อยู่ที่ว่าในแต่ละนาทีที่ผ่านไปของชีวิตนั้นคุ้มค่าเพียงไร
หนังได้นำเสนอรูปแบบต่างๆของ
การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า
ผ่านตัวนพและโย
สำหรับโย ความคุ้มค่าของชีวิต คือ การหาความสุขใส่ตัวให้มากที่สุด
ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก มีหญิงให้จีบ มีเงินไปเที่ยว ก็พอแล้ว ส่วนนพ
ความคุ้มค่าของชีวิต คือ การได้เห็นและมีส่วนร่วมในการทำให้สังคมที่ตนเองสังกัดสงบสุข
ไม่มีใครเอาเปรียบใคร
ด้วยประเด็นของหนังที่ค่อนข้างหนัก ผู้กำกับจึงเลือกที่จะนำเสนอในลีลาขบขันแกมเสียดสีประชดประชันในสไตล์ของตลกแบบพวกซูโม่ฯ
ที่เขาถนัด (อิทธิสุนทรเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มซูโม่สำอางแห่งรายการเพชฌฆาตความเครียดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว)
มุขตลกต่างๆ ปล่อยออกมาเป็นระยะๆ ตามจังหวะที่เนื้อเรื่องเอื้อให้ทำได้
ในขณะที่สาระของเรื่องก็มีการเน้นย้ำกับคนดูอยู่ตลอดทั้งเรื่องผ่านสัญลักษณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ
ในเรื่อง เช่น เครื่องกดน้ำดื่มของบริษัทที่นพทำงานอยู่เสีย
แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะเรียกช่างมาซ่อม ได้แต่ทนใช้มันไปเรื่อยๆ
(เหมือนกับที่ทุกคนรู้ถึงสิ่งที่ผู้จัดการทำแตก็ไม่มีใครกล้าออกมาเปิดโปง)
สุดท้ายนพเป็นคนซื้อเครื่องกดน้ำเครื่องใหม่มาให้บริษัท
(เหมือนกับที่เขาเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาแฉพฤติกรรมของผู้จัดการกลางห้องประชุม)
หรือ ทุกครั้งที่นพสละที่นั่งให้เด็กหรือคนแก่บนรถเมล์
จะมีชายคนหนึ่งมาแย่งที่นั่งนั้นไปเสมอ นพไม่พอใจแต่เขาก็ไม่กล้าลงมือทำอะไรลงไป
แต่ในตอนท้ายนพเข้าไปต่อว่าชายคนนั้นและจัดการให้เด็กได้นั่งที่นั่ง
สำหรับผมนี่คือหนังที่สามารถผสมสาระและมุขตลกได้อย่างกลมกล่อมที่สุดเรื่องหนึ่ง
ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับทีมเขียนบทคือตัวผู้กำกับเอง ,
ดวงกมล ศรัทธาทิพย์และสรพงษ์ เอื้อชูชัย (พวกเขาคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้นไปด้วย)
น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ล้มเหลวในเรื่องรายได้อย่างสิ้นเชิง
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงเป็นลูกบ้าเทื่ยวล่าสุดของอิทธิสุนทรจนถึงปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังคงรอคอยที่จะได้ชมลูกบ้าเทื่ยวต่อไปของเขาอยู่ตลอดมา
|